
การนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจก้าวล้ำคู่แข่ง พร้อมตอบสนองต่อตวามต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดด้วย AI Builder บทความนี้ ภัทร โปรเกรส (Bhatara Progress) ผู้ให้บริการ Solution สำหรับองค์กรแบบครบวงจร จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ AI Builder เครื่องมือทรงพลังที่จะเปลี่ยนกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนให้เป็นระบบอัตโนมัติอย่างชาญฉลาด ตอบโจทย์องค์กรยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง
AI Builder คืออะไร
AI Builder คือ ความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) บนแพลตฟอร์ม Microsoft Power Platform ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างและนำโมเดล AI ไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานและแอปพลิเคชันขององค์กรได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านการเขียนโปรแกรม (Low-Code/No-Code Development) เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทลายกำแพงทางเทคโนโลยี ให้ภาคธุรกิจตั้งแต่ขนาดกลาง SME ไปจนถึงระดับ Enterprise สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดึงข้อมูลจากเอกสารแบบฟอร์ม การวิเคราะห์ความรู้สึกจากข้อความ หรือการคาดการณ์แนวโน้มธุรกิจ ช่วยลดระยะเวลาในการทำงานแบบแมนนวลที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มศักยภาพให้ระบบอัตโนมัติทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดเด่นของการใช้ AI Builder ในองค์กร
ความได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ AI Builder คือการผสานรวม (Integration) เข้ากับระบบนิเวศเดิมขององค์กรได้อย่างไร้รอยต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากองค์กรของคุณมีการขับเคลื่อนด้วยสถาปัตยกรรมของแอปพลิเคชันในตระกูล Microsoft 365 ซอฟต์แวร์ ERP หรือ CRM อยู่แล้ว
- การทำงานร่วมกับ Power Apps องค์กรสามารถฝังโมเดล AI ลงในแอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นจาก Power Apps เพื่อให้พนักงานด่านหน้า (Frontline Workers) ใช้งานได้ทันที เช่น การสร้างแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนสำหรับสแกนนามบัตรลูกค้า แล้วให้ AI ดึงข้อมูลชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล บันทึกลงระบบทันที
- การทำงานร่วมกับ Power Automate ยกระดับกระบวนการทำงานอัตโนมัติ (Workflow) ให้สามารถคิดและตัดสินใจเบื้องต้นได้ เช่น เมื่อมีอีเมลแนบใบแจ้งหนี้ (Invoice) จากซัพพลายเออร์ส่งเข้ามา ระบบจะใช้ AI Builder อ่านข้อมูลสำคัญบนเอกสาร ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วนำข้อมูลนั้นไปบันทึกลงในฐานข้อมูลอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้พนักงานกรอกข้อมูลใหม่
ประเภทของโมเดลใน AI Builder
สถาปัตยกรรมของ AI Builder เปิดกว้างให้ผู้ใช้งานเลือกใช้โมเดลได้ 2 รูปแบบหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณ ความพร้อมของข้อมูล และความต้องการเฉพาะทางของแต่ละธุรกิจ
- โมเดลพร้อมใช้งาน (Prebuilt Models) เป็นโมเดลที่ทาง Microsoft ได้ทำการฝึกฝนด้วยชุดข้อมูลขนาดใหญ่มาให้อย่างสมบูรณ์แล้ว ข้อดีคือพร้อมนำไปปลั๊กอินและใช้งานได้ทันที ประหยัดเวลาในการเตรียมข้อมูล โมเดลในกลุ่มนี้ประกอบด้วย
- การอ่านข้อมูลจากใบเสร็จมาตรฐาน (Receipt Processing)
- การวิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกของข้อความ (Sentiment Analysis)
- การแปลภาษา (Text Translation)
- การดึงข้อมูลสำคัญจากนามบัตร (Business Card Reader)
- การแยกแยะข้อมูลประจำตัว (Identity Document Reader)
- โมเดลแบบกำหนดเอง (Custom Models) ถูกออกแบบมาสำหรับองค์กรที่มีรูปแบบข้อมูลเฉพาะเจาะจง (Domain-specific) ซึ่งจำเป็นต้องนำชุดข้อมูลขององค์กรตนเองมาฝึกฝน (Train) ให้ AI เรียนรู้และจดจำรูปแบบ ข้อดีคือได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและตรงกับบริบทของธุรกิจมากที่สุด เช่น
- การประมวลผลแบบฟอร์มเอกสารเฉพาะของบริษัท (Document Processing)
- การตรวจจับวัตถุบนสายพานการผลิต (Object Detection)
- การจำแนกประเภทข้อความที่ซับซ้อน (Text Classification)
- การคาดการณ์ผลลัพธ์ทางธุรกิจตามประวัติข้อมูล (Prediction)

4 ตัวอย่าง Use Case การนำ AI Builder ไปใช้จริงในธุรกิจ B2B
เพื่อให้เห็นภาพการนำไปประยุกต์ใช้ในระดับเอนเทอร์ไพรส์ นี่คือตัวอย่างการนำ AI Builder ไปขับเคลื่อนโซลูชันต่างๆ ในองค์กร
1. การประมวลผลเอกสารและเชื่อมต่อระบบ ERP
แผนกบัญชีและการเงินสามารถใช้ AI ประมวลผลใบแจ้งหนี้หรือใบสั่งซื้อหลายร้อยใบต่อวัน โดยให้ระบบดึงข้อมูลตัวเลข รหัสสินค้า และชื่อผู้ขาย เข้าสู่ระบบ ERP ระดับโลกอย่าง Dynamics 365 Business Central ได้อย่างลื่นไหล ช่วยลดคอขวดในกระบวนการรับจ่ายและลดความผิดพลาดจากการทำ Data Entry
2. การยกระดับการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR)
ทีมฝ่ายบุคคลสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการวิเคราะห์เรซูเม่และจัดหมวดหมู่คุณสมบัติของผู้สมัครงานนับพันคน ก่อนส่งต่อข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจนเข้าสู่ระบบ Dynamics 365 HR ช่วยย่นระยะเวลาในการคัดกรองพนักงานใหม่และค้นหาบุคลากรที่ตรงกับความต้องการขององค์กรได้อย่างแม่นยำ
3. การควบคุมคุณภาพสินค้าและซัพพลายเชน
ประยุกต์ใช้ Custom Model ประเภทตรวจจับวัตถุ (Object Detection) เพื่อวิเคราะห์ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดในสายการผลิตและคลังสินค้า ระบบสามารถประเมินปริมาณสินค้าคงคลัง ตรวจจับสินค้าที่ตกหล่น หรือตรวจสอบรอยตำหนิของผลิตภัณฑ์ก่อนจัดส่ง
4. การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าเชิงรุก (CRM)
นำโมเดลวิเคราะห์ความรู้สึกและจำแนกข้อความมาประเมินอีเมลร้องเรียนหรือความคิดเห็นของลูกค้า หาก AI ตรวจพบข้อความที่มีอารมณ์เชิงลบหรือมีคำสำคัญที่สื่อถึงปัญหาเร่งด่วน ระบบจะสร้างทิกเก็ตแจ้งเตือนไปยังผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าหรือแผนกที่เกี่ยวข้องทันที
ประโยชน์ของ AI Builder ที่มีต่อองค์กร
การลงทุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานด้วย AI Builder ส่งมอบผลตอบแทนทางธุรกิจ (ROI) ในหลากหลายมิติ ได้แก่
- การลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็ว เปลี่ยนภาระงานเอกสารหรืองานแอดมินที่ต้องทำซ้ำๆ ตามรอบเวลาให้เป็นระบบอัตโนมัติ พนักงานจึงสามารถจัดสรรเวลาไปมุ่งเน้นกับงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Tasks) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้มากขึ้น
- ลดข้อผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ปัญหาคลาสสิกอย่างการกรอกข้อมูลผิดพลาด การพิมพ์ตกหล่น หรือการตีความข้อมูลคลาดเคลื่อนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อใช้โมเดล AI ที่ผ่านการฝึกฝนจนมีความแม่นยำสูง
- เพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจทางธุรกิจ ฟีเจอร์การคาดการณ์ (Prediction) จากข้อมูลย้อนหลังช่วยให้ทีมผู้บริหารมองเห็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า เช่น โอกาสที่ลูกค้ารายใหญ่จะยกเลิกสัญญา หรือแนวโน้มสินค้าที่จะขาดสต็อก ทำให้องค์กรวางแผนรับมือได้ทันท่วงที
- แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้าน IT ด้วยอินเทอร์เฟซแบบลากวาง (Drag-and-Drop) ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสายงาน (Citizen Developers) ที่เข้าใจกระบวนการทำงานดีที่สุด สามารถลงมือสร้างโมเดล AI Builder ใช้งานเองได้โดยไม่ต้องรอพึ่งพานักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีจำนวนจำกัด
เริ่มต้นใช้งาน AI Builder ต้องเตรียมตัวอย่างไร
การผลักดันให้เกิดการใช้งาน AI Builder ในองค์กรให้ประสบความสำเร็จ ควรมีการเตรียมความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานดังนี้
- ประเมินสิทธิ์การใช้งาน (Licensing) ตรวจสอบว่าบัญชี Microsoft 365 หรือ Power Platform ขององค์กรมีสิทธิ์การเข้าถึง หรือมีการซื้อเครดิต (AI Builder Capacity) เพียงพอต่อปริมาณการประมวลผลข้อมูลที่คาดการณ์ไว้ในแต่ละเดือนหรือไม่
- การเตรียมความพร้อมของข้อมูล (Data Preparation) ข้อมูลคือหัวใจสำคัญของการทำ AI หากธุรกิจต้องการสร้างโมเดลแบบกำหนดเอง จะต้องรวบรวมข้อมูลคุณภาพสูงและมีปริมาณเพียงพอ เช่น หากต้องการให้ AI อ่านแบบฟอร์มประเมินคุณภาพของโรงงาน จะต้องเตรียมไฟล์ภาพหรือ PDF ของแบบฟอร์มนั้นๆ ในหลากหลายรูปแบบเพื่อนำมาใช้สอนบอท
- กำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ (Business Goal) เริ่มต้นจากการวิเคราะห์กระบวนการทำงานที่มีปัญหาคอขวด (Bottleneck) ซับซ้อน หรือใช้เวลานานที่สุด แล้วเลือกหยิบมาทำเป็นโครงการนำร่อง (Pilot Project) เพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์และความคุ้มค่าก่อนขยายผลสเกลไปยังแผนกอื่นๆ

สร้างโมเดลการทำงานให้ล้ำขึ้นด้วยเครื่องมือ AI Builder
AI Builder คือเครื่องมือทรงประสิทธิภาพที่เปลี่ยนเรื่องเทคนิคระดับสูงอย่างการสร้างและปรับจูนโมเดล AI ให้กลายเป็นเรื่องเข้าถึงง่าย ช่วยลดภาระงานแมนนวล ลดข้อผิดพลาด และเร่งความเร็วในการประมวลผลข้อมูล องค์กรที่เริ่มต้นบูรณาการเทคโนโลยีนี้เข้ากับระบบเดิมที่มีอยู่ ย่อมสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมหาศาล
Bhatara Progress เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาและติดตั้งโปรแกรม โซลูชันสำหรับองค์กร เรามีประสบการณ์ในการช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานด้วยระบบดิจิทัล ด้วยโซลูชันที่ครบวงจรตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการ การเลือกระบบที่เหมาะสม การติดตั้งและปรับแต่ง ไปจนถึงการฝึกอบรมและให้การสนับสนุนหลังการขาย เรามีความเชี่ยวชาญในระบบชั้นนำอย่าง Microsoft Dynamics 365 Supply Chain Management, Dynamics 365 Business Central และอื่น ๆ เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AI Builder
ไม่มีพื้นฐานการเขียนโปรแกรม สามารถใช้ AI Builder ได้หรือไม่
ใช้งานได้แน่นอน เนื่องจาก AI Builder ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Low-Code/No-Code มีหน้าจอการทำงานที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ (User-friendly) เพียงแค่อัปโหลดข้อมูล ลากวางฟิลด์ที่ต้องการ และทำตามสเต็ปที่ระบบแนะนำ ก็สามารถสร้างและฝึกฝนโมเดล AI ได้ด้วยตนเอง
ข้อมูลเชิงลึกขององค์กรที่อัปโหลดเข้าสู่ AI Builder มีความปลอดภัยมากแค่ไหน
มีความปลอดภัยในระดับองค์กร (Enterprise-grade security) ข้อมูลและเอกสารทั้งหมดจะถูกบริหารจัดการภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัยและ Compliance ที่เข้มงวดของ Microsoft ข้อมูลทางธุรกิจของคุณจะไม่ถูกนำไปเปิดเผย หรือนำไปใช้ฝึกฝนโมเดล AI สาธารณะอย่างเด็ดขาด
AI Builder รองรับการทำงานร่วมกับข้อความหรือเอกสารภาษาไทยหรือไม่
สามารถรองรับการทำงานกับภาษาไทยได้ดี โดยเฉพาะในฟีเจอร์การประมวลผลเอกสาร (Document Processing) และการอ่านข้อความจากภาพ (OCR) ซึ่งสามารถดึงข้อมูลตัวอักษรภาษาไทยจากเอกสารสแกนหรือไฟล์ PDF ได้อย่างแม่นยำ
จะทราบได้อย่างไรว่าองค์กรควรใช้โมเดลแบบพร้อมใช้งาน (Prebuilt) หรือแบบกำหนดเอง (Custom)
เกณฑ์การตัดสินใจที่ง่ายที่สุดคือพิจารณาจาก “โครงสร้างของเอกสาร” หากเอกสารหรือข้อมูลนั้นเป็นมาตรฐานสากล เช่น ใบเสร็จรับเงินทั่วไป หรือนามบัตร สามารถใช้ Prebuilt Model ได้ทันที แต่หากเอกสารเป็นแบบฟอร์มเฉพาะที่บริษัทคุณออกแบบขึ้นเอง มีตารางหรือช่องกรอกข้อมูลที่ไม่เหมือนใคร ควรเลือกใช้ Custom Model เพื่อสอนให้ AI เข้าใจโครงสร้างของเอกสารฉบับนั้นๆ โดยเฉพาะ