Ecommerce Software ที่เป็นที่นิยม

ส่อง Ecommerce Software ที่เป็นที่นิยม และ ธุรกิจ B2B เหมาะกับ B2B Ecommerce Software ตัวไหน? 

ปัจจุบันการทำธุรกิจ e-Commerce หรือธุรกิจการค้าออนไลน์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อันเนื่องมาจากวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป หลาย ๆ บริษัทได้มีการนำเสนอระบบ หรือโซลูชั่นการจัดการธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ครอบคลุม ครบวงจร เพื่อให้ตอบโจทย์เจ้าของธุรกิจได้ทุกระดับ และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานได้มากกว่า ในบทความนี้ พบกับความหมายของ Ecommerce Software คืออะไร? หากทำธุรกิจแบบ B2B จะเหมาะกับ B2B Ecommerce Software ตัวไหน? และดูบทบาทสำคัญของ Ecommerce Software พร้อมข้อดี-ข้อเสีย ศึกษาเพิ่มเติมได้ในบทความนี้

รู้จัก Ecommerce Software คืออะไร? 

Ecommerce Software หรือซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซ คือ ระบบปฏิบัติการ (OS) สำหรับร้านค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นระบบที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ เริ่มต้นตั้งแต่การลิสต์รายการสินค้าไปจนถึงระบบการชำระเงิน รวมทั้งเครื่องมือทางการตลาดต่าง ๆ เช่น ระบบการจัดการสินค้าคงคลัง รายงาน และการบัญชี เป็นต้น

บทบาทของ Ecommerce Software กับธุรกิจ b2b ในปัจจุบัน

การทำธุรกิจแบบ B2B (Business to Business) เป็นการทำธุรกิจระหว่างธุรกิจ 2 ธุรกิจ ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าการทำธุรกิจแบบอื่น เพราะมีลักษณะการซื้อสินค้าจำนวนมาก และผ่านการพิจารณาจากหลายบุคคล บทบาทของ Ecommerce Software สำหรับธุกิจแบบ B2B คือ การเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการขายสินค้าออนไลน์ที่เน้นคุณภาพ และมีปริมาณมาก เพราะมีเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ขายสามารถจัดการระบบการขายสินค้าหลังบ้านได้อย่างเหมาะสม สามารถทำการเสนอขายสินค้าได้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อมากขึ้น โดยมีเครื่องมือทางการตลาดที่จำเป็นอื่น ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกได้ครอบคลุมทุกส่วน ส่วนผู้ซื้อก็สามารถสัมผัสประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ต้องการบนแพลตฟอร์มได้ง่ายมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ก็ตาม

Ecommerce Software ที่นิยมในปัจจุบัน ทั้งกับธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ 

1.   Wix

ข้อดี:เป็น Ecommerce Software ที่ผู้ใช้งานมือใหม่สามารถเริ่มต้นใช้งานได้เลยทันที โดยที่ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม ด้วยหน้าจออินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย มีฟีเจอร์ที่ปรับแต่งให้เหมาะกับการขายสินค้าออนไลน์ของผู้ใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามคำสั่งซื้อ ระบบการชำระเงินออนไลน์ ช่องทางการขายอื่น ๆ เช่น Amazon, Facebook, Instagram หรือ eBay และระบบอีเมลอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีฝ่ายบริการลูกค้า 24/7 และแอพบนมือถือที่สามารถจัดการระบบของเว็บไซต์ สินค้าคงคลัง คำสั่งซื้อ และการติดต่อกับลูกค้าได้ง่ายกว่า

 

ข้อเสีย:ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องมือทางการตลาดพื้นฐานที่สามารถใช้งานได้ฟรี แต่ถ้าต้องการเครื่องมือทางการตลาดเพื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจร จะต้องมีการซื้อบริการเพิ่ม อีกทั้งไม่มีระยะเวลาทดลองใช้งานฟรี จึงต้องทำการเลือกแพ็คเกจให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ ไม่เช่นนั้นก็อาจทำให้เสียเงินโดยใช่เหตุได้

2.   Shopify

ข้อดี:เป็น Ecommerce Software ที่เหมาะกับการขายสินค้าออนไลน์แบบครบวงจร เพราะแพลตฟอร์มได้นำเสนอเครื่องมือทางการตลาดที่เหมาะสำหรับการขายออนไลน์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Google, Walmart Marketplace, eBay และ Amazon ซึ่งผู้ขายสามารถจัดการระบบหลังบ้านได้อย่างครบวงจร เช่น ระบบอีเมลอัตโนมัติ, CRM, บริการ hosting, ระบบการชำระเงิน และระบบกู้คืนออร์เดอร์ โดยสามารถทดลองใช้งานได้ฟรีถึง 14 วัน นอกจากนี้ยังมีฝ่ายสนับสนุนลูกค้าทางอีเมล โทรศัพท์ และรองรับได้ถึง 19 ภาษา 

ข้อเสีย:ราคาค่าบริการเริ่มต้น และค่าธรรมเนียมรายเดือนสูงกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่มีการปรับแต่งที่ดีกว่า และยังคงมีข้อจำกัดเรื่องการควบคุมเว็บไซต์

3.   Woocommerce

ข้อดี:เป็นส่วนเสริมของ Ecommerce Software ที่มาพร้อมกับระบบการจัดการเนื้อหา หรือ WordPress ซึ่งฟีเจอร์ต่าง ๆ จะสามารถจัดการได้ง่ายกว่าในรูปแบบของบล็อก พร้อมกับการทำ SEO บนช่องทางต่าง ๆ เช่น Google Shopping, Etsy, eBay, Facebook, Amazon, Pinterest และ Walmart แต่จะเหมาะกับผู้ที่มีความรู้ทางเทคนิคมากกว่า เพราะต้องปรับแต่งระบบของเว็บไซต์ด้วยปลั๊กอินตามที่ต้องการ ถึงแม้ว่าจะไม่มีให้ทดลองใช้งานฟรี แต่ก็มีการรับประกันการคืนเงินภายใน 30 วัน 

ข้อเสีย:ราคารายเดือนเฉลี่ยสูงกว่าแพลตฟอร์มอื่น ซึ่งไม่เหมาะสำหรับผู้ใช้งานมือใหม่ อีกทั้งยังไม่มีบริการ Hosting ดังนั้นหากเกิดปัญหาขึ้นในระบบ อาจจะทำการกู้คืน หรือปรับปรุงระบบได้ยาก ส่วนฝ่ายบริการลูกค้าก็สามารถติดต่อได้เพียงแค่การแชท หรืออีเมลเท่านั้น

4.   Adobe commerce (ชื่อเดิม Magento)

ข้อดี:เป็น Ecommerce Software ที่มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับโมเดลธุรกิจที่มีความซับซ้อนอย่างธุรกิจ B2B และธุรกิจขนาดใหญ่ โดยจะต้องมีผู้ดูแลที่มีประสบการณ์ในการเขียนโปรแกรม PHP ถึงแม้ว่า Adobe commerce จะไม่เหมาะกับการขายสินค้าในหลาย ๆ ช่องทาง แต่สามารถทำการโปรโมทสินค้าได้หลายรายการ สามารถปรับแต่งรูปลักษณ์ของเว็บไซต์ให้ดึงดูดใจได้มากกว่า เปรียบเสมือน Shopping mall ขนาดย่อมให้ผู้ค้าคนอื่นมาวางขายสินค้า และทำ Affiliate ได้ด้วย 

ข้อเสีย:ไม่มีให้ทดลองใช้งานฟรี อีกทั้งยังต้องใช้ต้นทุนในการพัฒนาค่อนข้างสูง ราคาค่าใช้จ่ายจึงสูงกว่าแพลตฟอร์มอื่นหลายเท่าตัว ไม่เหมาะสำหรับผู้ใช้งานมือใหม่ เพราะระบบ CMS ที่ซับซ้อน และไม่ใช่โปรแกรมสำเร็จรูป

ธุรกิจ B2B เหมาะกับ B2B Ecommerce Software ตัวไหน? 

อย่างที่ได้กล่าวไปว่า ธุรกิจ B2B เป็นธุรกิจที่มีโมเดลที่ซับซ้อนมากกว่าการทำธุรกิจแบบอื่น นั่นคือการซื้อขายสินค้าระหว่างบริษัท อาจจะรวมไปถึงการนำเข้า และส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศด้วย ดังนั้นการที่จะเลือกใช้ Ecommerce Software ที่เหมาะสมกับธุรกิจ B2B จึงควรมีฟีเจอร์ในการรองรับธุรกิจระดับใหญ่ มีการซื้อขายในปริมาณมาก และมีการจำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึง เนื่องจากมีผู้รับผิดชอบหลายฝ่าย
 

Adobe commerce ถือว่าเป็นทางเลือกที่มีความน่าสนใจ ถึงแม้ว่าจะมีต้นทุนในการพัฒนาค่อนข้างสูง หรือราคาค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าแพลตฟอร์มอื่น หากมองในแง่ของการรองรับธุรกิจที่ทำการ Import หรือ Export ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอาจมีความคุ้มค่ามากกว่า อีกทั้งยังสามารถจำกัดสิทธิ์ของ user ในการเข้าถึงข้อมูลบนเว็บไซต์ และสามารถ integrate กับระบบ erp ได้ โดยเฉพาะกับ microsoft erp ที่ทำให้ระบบสามารถทำงานในระบบ automation ได้เป็นอย่างดี

_________________________________________

การทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ระบบ หรือเครื่องมือการจัดการที่ดี และมีความเหมาะสมกับธุรกิจ เช่น ธุรกิจแบบ B2B ควรใช้ Adobe commerce เพราะเหมาะกับโมเดลที่มีความซับซ้อนมากกว่า ส่วนธุรกิจเล็ก ๆ อาจใช้ Shopify หรือ Wix ที่ราคาถูกกว่า แต่เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับมือใหม่ เป็นต้น

 

ซึ่งในปัจจุบันก็มี Ecommerce Software ที่หลากหลาย และมีฟีเจอร์ ข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการเลือกใช้ Ecommerce Software จึงขึ้นอยู่กับว่า ประเภท ขนาด และลักษณะของธุรกิจเป็นอย่างไร หากเลือกได้อย่างเหมาะสมก็จะเป็นประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ต่อเนื่องได้ แต่หากเลือกไม่เหมาะสมกับธุรกิจก็อาจกลายเป็นสาเหตุของการเสียเงินโดยใช่เหตุ และเสียเวลาในการขยายธุรกิจได้