NEW NORMAL ของการบริหารธุรกิจ และการบริการ

ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการ ขั้นตอนการดำเนินงาน การจะทำงานในรูปแบบเดิม คงยากที่จะรักษาฐานลูกค้า และยอดขาย และคงยากที่จะอยู่รอด ดังนั้น ณ เวลานี้ที่เรายังอยู่รอด เราจึงต้องเร่งปรับตัว เพื่อให้เรามีโอกาสอยู่รอด และเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤต 






5 ความพร้อม ที่เหล่าองค์กรต้องรับมือและปรับตัว


1. พร้อม Transform เข้าสู่ Digital

ในช่วงเวลาหลายเดือนที่เราโดน “flight บังคับ”ทำให้ปรับการทำงานเข้าสู่ Digital mode ได้อย่างรวดเร็วเกินความคาดหมาย ทั้งการประชุม online การทำงานจากบ้านแทน ดังนั้น องค์กรควรจะต้องต่อยอดการ Transform นี้ เพื่อสร้างศักยภาพในการทำธุรกิจ และสร้างความพร้อมว่าไม่ว่าจะเกิดเหตุใดขึ้น องค์กรพร้อมจะทำงานอย่างไม่สะดุด เช่น การใช้ application ในการทำงานที่ทุกคนสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ด้วย device ไหนก็ได้ ด้วยความมั่นใจว่าข้อมูลและระบบขององค์กรยังได้รับการปกป้อง การติดต่อสื่อสารทั้งกับคนในองค์กรเองเพื่อดูแลกันและกัน และร่วมกันทำงาน อีกทั้งกับลูกค้า เพื่อสร้างความมั่นใจว่าองค์กรจะไม่ทอดทิ้งลูกค้า อีกทั้งยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี สร้างยอดขายได้อีก ดังนั้น ช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมกับสาสน์ และเหตุการณ์ และผู้รับสาสน์ จึงต้องพร้อมเสมอ


2. พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์

พฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลง การซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทั้งผ่านทาง website, Line, Facebook, หรือ market place  ดังนั้นหากคุณแย่งชิงพื้นที่บนโลกออนไลน์ได้ นั่นแสดงว่าโอกาสที่ลูกค้าจะเข้าถึงแบรนด์ เข้าถึงสินค้าของคุณก็มีมากขึ้น อย่างเช่น ลูกค้าค้นหาสินค้าด้วยการ Search หาสินค้า แล้วเจอแบรนด์คุณอยู่อันดับต้นๆ โอกาสที่ลูกค้าจะเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณก็มีมากขึ้น ดังนั้นคุณจำเป็นต้องรู้เรื่องและเข้าใจการทำการตลาดออนไลน์ให้มากขึ้น เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป


3. พร้อมรับมือกับ Touchless Society

สังคมไร้การสัมผัส จะยิ่งมากขึ้น จะไม่มีการสัมผัสสินค้าโดยตรง ไม่ต้องไปทดลองเอง ไม่ต้องไปชิมเอง หรือแม้กระทั่งเราไม่ต้องหยิบจับเงินสดในการจ่ายเงิน ซึ่งทุกอย่างจะเป็นรูปแบบ Sensor มากขึ้น เกิดรูปแบบการทำงานระบบออนไลน์เพื่อตอบโจทย์ Touchless Society


4. ลดขั้นตอนการทำงานแบบ manual สู่ digital ให้มากขึ้น

ขั้นตอนไหนที่ยังต้อง print เอกสาร เพื่อให้อีกฝ่ายดำเนินการต่อ ควรแทนที่ด้วย digital workflow เช่น การอนุมัติขาย ซื้อ การทำสัญญาผ่าน applications ปรับการทำงานตั้งแต่ต้นทางของข้อมูล ให้ต้นทางเป็นคน key in เพื่อการทำงานระหว่างทาง และปลายทางจะได้ทำงานต่อได้เลย ไม่ต้องทำงานซ้ำซ้อน, การทำรายงานที่ต้องดึงข้อมูลมาจากหลาย source และต้อง key in ใหม่ หรือต้องมาทำใน excel format ใหม่ ต้องใช้เวลา ก็ควรจะต้องปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบรายงานอัตโนมัติ ที่ข้อมูลจะ refresh อัตโนมัติ เมื่อเราเรียกรายงานนั้นๆ รวมถึง การแชร์ข้อมูลผ่าน SharePoint แทนการส่ง attached document ซึ่งเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญๆ จะถูกส่งต่อไปยังผู้ไม่เกี่ยวข้องโดยไม่ตั้งใจ


5. เสริมสมรรถนะในการแข่งขัน เพื่อเป็นผู้ชนะ

ผู้ชนะ คือ ผู้ที่สามารถทำให้สินค้าและบริการ Cheaper, Faster, Better ลดต้นทุน ลดขั้นตอน บริการได้ถูกใจกว่า ส่งได้เร็วกว่า สินค้าดีกว่า นี่คือเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่ทำให้องค์กรต้องหันมาให้ความสนใจกับการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ในการสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขัน และเพิ่มสมรรถนะในการทำงาน ทุกคนทำงานอยู่บนระบบ ERP เดียวกันอย่างอัตโนมัติ สร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานทั้งการติดตามลูกค้า การรับออร์เดอร์ การส่งสินค้า การบริการ และการผลิตสินค้า นี่คือสมรรถนะที่ถ้าคุณสร้างได้ คุณจะชนะมากกว่าแพ้

นี่คือ 5 ความพร้อมที่องค์กรจะต้องทุ่มเทในการสร้าง ซึ่งหนึ่งในการสร้างที่ช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้า สร้าง Digital Transformation ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นก็คือ การวางระบบภายในองค์กรให้แข็งแรงอย่างเช่น ระบบ Microsoft Dynamics 365 Business Central ที่จะช่วยสร้าง Work Flow สร้างระบบการทำงานให้เป็นศูนย์กลาง ทำงานเชื่อมโยงกับทุกแผนก Sale, Purchase, Operation และ Accounting & Finance นอกจากนี้ระบบยังรองรับทั้งรูปแบบ Online และ Offline เพื่อตอบโจทย์ตามความต้องการของแต่ละองค์กร ช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวไปข้างหน้า ควบคู่กับเทคโนโลยีที่ทันสมัย